ขอมาเริ่มเขียนประสบการณ์วูฟในญี่ปุ่นกันต่อหลังจากดองเค็มเป็นปีนะคะ ฮ่าๆๆ
 
 
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เราทำงานแบบเบาๆ และยังไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยเท่าไร
จึงเลิกงานเร็วเป็นพิเศษ เพียงแค่บ่ายสามก็หมดภารกิจเสียละ
เจ้าของบ้านอย่างคุณวาตารุ ก็เหมือนรู้ใจวัยรุ่นอย่างพวกเรา จึงเอ่ยถามว่า พวกเธอสนใจจะขี่จักรยานเล่นแถวๆนี้มั้ย
แหม ถามมาแบบนี้จะพลาดได้ไงเล่า จัดมาเลยค่ะ ^__^

วาตารุซังเดินดุ่มๆ ไปที่โรงเก็บของหลังสวนผัก แล้วก็ลากจักรยานกลางเก่ากลางใหม่มาสองคัน
แล้วยังบริการเติมลมยางให้อีก ใจดีจังเลย
หลังจากจัดแจงตรวจสภาพจักรยานทั้งสองคันแล้ว วาตารุก็ชี้เส้นทางที่เราควรจะปั่นกันไป
ซึ่งก็ไม่ได้ไกลอะไรมากเพียงขี่ไปเรื่อยๆ ตามทางถนน แล้วจะเจอทางเล็กๆ ที่มุ่งหน้าไปเจอแม่น้ำได้
 
 
เอาล่ะ IKimasho ไปกันเถอะ!!
เย็นนี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไป
แสงแดดอุ่นๆ พร้อมลมเย็นๆ ช่างเหมาะเจาะอะไรเยี่ยงนี้สำหรับการปั่นจักรยานในช่วงเวลาที่น่ารื่นรมย์แบบนี้
มีความสุขชะมัด!!!

เราทั้งคู่ปั่นไปเรื่อยๆ พร้อมชมความงดงามจากสองข้างทางที่เราได้มองเห็น
บางทีก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ยุโรป หรือ ประเทศอะไรซักที่ ที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่เอเชียเลย
อาจจะเพราะบ้านเรือนในฮอกไกโดด้วยล่ะมั้ง ที่ผิดแปลกไปจากรูปทรงอาคารตามสไตล์ญี่ปุ่น ที่เราคุ้นตาในหนังหรือการ์ตูน
 
ปั่นไปอีกหน่อยก็เจอทุ่งนาที่เกษตรกรปลูกไว้ ที่ต่างพากันออกรวงสีทองอร่ามรับกับแสงยามเย็นได้สวยงามจับใจจริงๆ
"ถ่ายภาพไปกี่ร้อยรูป ก็คงไม่สวยเท่ากับที่ตาเห็นจริงๆ นะ"
เราลงจากเบาะจักรยานเพื่อทอดสายตามองรวงข้าวสีทองกันต่ออย่างไม่รู้สึกเบื่อ
ต้องขอขอบคุณวาตารุซังมากๆ นะคะ ที่ให้โอกาสพวกเราได้มาเห็นอะไรที่สวยงามแบบนี้

เมื่อเราปั่นจนเลยทางโค้งไป ก็เริ่มเห็นเส้นทางเล็กๆ ตัดกับทุ่งหญ้าเข้าไป เป็นถนนขรุขระหน่อยๆ
พอเข้าไปในถนนเส้นนั้นแล้ว พวกเราก็ต้องลงจากเบาะเพราะเส้นทางมันปั่นลำบากมากขึ้น
เมื่อเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ก็จะเจอแม่น้ำไหลเอื่อยๆ อยู่ตรงหน้า
 
 
เราก็แวะถ่ายรูปกันซักพัก และ ล้างหน้า ล้างมือกันนิดหน่อย พอให้สดชื่นขึ้นบ้าง
บริเวณแม่น้ำนั้นเงียบสงบ ไร้สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์โดยสิ้นเชิง
มีแต่เสียงนก และ แมลงที่ขับกล่อมแถวนั้นให้มีชีวิตชีวา
 
 
 
 
หลังจากทอดอารมณ์อยู่พอสมควรก็ตกลงกันว่า น่าจะได้เวลากลับกันซะที
เกรงใจวาตารุเหมือนกัน เพราะพวกเราก็ออกกันมาเป็นชั่วโมงแล้ว
เมื่อเราเดินออกมาจนพ้นถนนขรุขระเส้นนั้นแล้ว พี่ของฉันก็ชวนทำอะไรแผลงๆกัน
ด้วยการโพสท่าถ่ายภาพมันกลางถนนใหญ่นี่เลย นั่งบนถนนบ้าง ยืนเก๊กท่าบ้าง
แถมไม่มีรถซักคันผ่านมาเลย ตายละ ช่างเป็นเมืองที่เงียบสงบซะจริง
 
 
 
 
เมื่อได้สติ (หลังจากมัวแต่ถ่ายรูป)พวกเราก็รีบเผ่นจากกลางถนนกันก่อนที่จะโดนรถชนเข้าให้
พอมาถึงบ้านก็เจอะเจ้าเหมียวตัวอ้วนเดินทอดน่องมาคลอเคลียพวกเราใหญ่
เหมียวตัวนี้ชื่อ มาลอน มีผมหน้าม้าด้วย น่ารักมากๆๆ
ส่วนวาตารุก็พาเจ้าหมาประจำบ้านชื่อ เชอร์รี่ มาเดินเล่นยามเย็น

และในมื้อค่ำนี้ จะมีอะไรสนุกๆ บ้าง ติดตามกันได้นะคะในตอนต่อไป
 
 
 
 
 

ภาพจากร้าน Cafe DinDee @ Chiangmai

posted on 18 Dec 2010 15:39 by happydancing
หวัดดีค่ะ ไม่ได้เข้ามานาน
สบายดีกันนะคะ
 
วันนี้ขอเอารูปบางส่วนที่เคยไปถ่ายที่ร้าน DinDee ร้านอาหารบ้านดิน เก๋ไก๋ และไม่เหมือนใครมาฝากค่ะ
ร้านนี้ตั้งที่อยู่ที่หอศิลปฺ มช. จังหวัดเชียงใหม่  ใครขับรถเข้าไปในหอศิลป์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ให้ลองสังเกตบ้านดินหลังเล็กๆ ที่ตั้งโดดเด่นอยู่บริเวณลานจอดรถนะคะ
อาหารส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นแนวมังสวิรัติ แต่ก็มีพวกเนื้อนะคะ และของดีที่น่าลองก็คือ ของหวาน พวกพุดดิ้ง และ ชีสเค้กค่ะ ส่วนชาร้อนๆ ก็น่าสนค่ะ เพราะที่นี่มีให้เลือก หลากหลาย และตอนนี้ก็มีเมนูใหม่ๆ ออกมาให้ลิ้มลองมากขึ้นแล้วค่ะ
 
สำหรับเจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อคุณอายูมิ ค่ะ เป็นคนน่ารัก เป็นกันเอง พูดไทยเก่ง
ร้านเปิดตั้งแต่ 11.00 - 21.00 น. นะคะ ปิดทุกๆ วันจันทร์ค่ะ
 
ยังไำงก็แวะเวียนไปกันได้่นะคะ
 
เข้าไปดูเว็บไซต์ของร้านได้ค่ะ ตอนนี้ยังเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่อีกไม่นานจะมีเวอร์ชั่นภาษาไทยออกมาค่ะ ^^
 
http://www.dindeecafe.com/
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 
 
 
 

    

เช้าวันใหม่ที่บ้าน host หลังแรก บนเกาะฮอกไกโด...

จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ... เสียงนกทำไมมันดังจังวะ

อากาศก็หนาว ขอนอนซุกผ้าห่มอีกหน่อยละกัน
สักพักแสงแดดเริ่มทำมุม แหย่เข้ามาจนฉันรู้สึกแสบตา
เฮ้ย ที่นี่ ที่ไหนวะ ฉันขยี้ตาพลางมองไปรอบๆ กระท่อมไม้หลังสวย ที่ดูต่างจากเมื่อคืนลิบลับ
แสงแดดทำให้กระท่อมหลังนี้ดูสว่าง สวยงาม และอบอุ่นขึ้นมาก

ฉันค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นมาจากเตียง และยังสังเกตเห็นว่าพี่สาวยังนอนอยู่เลย

หลังจากล้างหน้าล้างตา แปรงฟันจากน้ำที่เราแบกขึ้นมาเมื่อคืนนี้ ที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจจะลำบากนิดหน่อย เพราะเราต้องประหยัดและหัดใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
อยู่บ้านหลังนี้ คงทำให้เรากลายเป็นคนที่มีวินัยและประหยัดมากขึ้นแน่ๆ ฮ่าๆ...

ความหิวเริ่มจู่โจมทันทีหลังจากพวกเราทำธุระส่วนตัวเสร็จ
ลองรื้อๆกระติกในโซนห้องครัวดูดีกว่า คุ้ยไป คุ้ยมา ตัดสินใจเลือกขึ้นมาสี่ ห้าอย่าง
ไข่ไก่ เบค่อน ขนมปัง นม และแยมแอ็ปเปิ้ล

เอามาทำอาหารเช้าง่ายๆ กินกัน อย่าง ไข่คน , ขนมปังทาแยม , เบค่อนทอด พร้อมกับนมรสชาติเยี่ยมของแท้ในฮอกไกโด
เราตระเตรียมอาหารจนเรียบร้อยและนำมากินกันบริเวณโต๊ะไม้หน้าบ้าน ไม่ยากบอกเลยว่า บรรยากาศดีสุดๆ เหมือนมาพักแรมในรีสอร์ทยังไงยังงั้น
ท้องฟ้ายามเช้าที่สดใส อากาศบริสุทธิ์สดชื่นๆ ต้นไม้น้อยใหญ่ครึ้มเขียวไปหมด  มีความสุขชะมัด

 เมื่อถึงเวลาก่อนสิบโมง พวกเราก็เดินลงจากกระท่อมเพื่อไปพบกับวาตารุที่รอพวกเราอยู่
บ้านวาตารุในตอนกลางวันก็สวยมาก เหมือนหลุดมาจากหนังสือตกแต่งบ้านเลยล่ะ
หน้าบ้านของเค้า มีฟักทองหลากหลายพันธุ์วางเรียงกันหยั่งกะฮาโลวีน แถมลูกโตๆ ทั้งนั้น

.......................

 งานวันแรกของเราที่วาตารุจะให้ช่วยเค้าก็คือ การเก็บองุ่นป่า!!
ว๊าววว แค่คิดก็ตื่นเต้นละ ต้องสนุกแน่ๆเลย
ว่าแล้ววาตารุก็พาพวกเราเดินผ่านสวนแปลงของเค้าเข้าไปในโซนที่มีต้นไม้ใหญ่ทึบๆ และเราก็เริ่มเห็นองุ่นลูกเล็กๆ เป็นพวงอยู่บนต้นไม้
ซึ่งเจ้าองุ่นป่าพวกนี้มันก็จะขึ้นอยู่ทั่วทั้งต้น ซึ่งก็มีทั้งอยู่เตี้ย เอื้อมไปเด็ดมาได้ แต่ก็มีบางอันที่อยู่สูง ซึ่งการจะเก็บพวกนั้นก็ต้องมีอุปกรณ์นิดนึง
คงคล้ายๆเวลาเราไปสอยมะม่วงล่ะมั้ง แต่อันนี้เจ๋งตรงที่ มีกรรไกรให้เราเด็ดมันลงมา
แรกๆ ก็ยากอยู่นะ เพราะต้องตัดขั้วมันแล้วต้องอย่าให้หล่นด้วย ค่อยๆคีบมันลงใส่ตะกร้าอย่างสวยงาม และแล้วพวกเราก็ได้องุ่นมาจนเต็มตะกร้า สนุกจังเลย !!

พอช่วงบ่ายก็นำองุ่นที่เก็บได้มาเด็ดขั้วออก เพื่อเตรียมไปทำแยม หรือ น้ำองุ่น หรือว่าจะไปทำไวน์ก็ได้นะ ลองชิมแล้ว...เลิศรสสุดๆ!!

ได้ทำงานวันแรกก็เกิดความรู้สึกดีมากมาย แบบนี้วันต่อๆไป ก็คงมีอะไรสนุกๆตามมาอีกเยอะแยะแน่